วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทุนทางสังคม (Social Capital) ทุนมนุษย์(Human Capital) การพัฒนาประชาธิปไตย(Development Democracy)

บทนำ
ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ความเป็นรัฐสมัยใหม่ ทุน(Capital)เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐ(State) ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา มีการมองความสัมพันฺธฺทางสังคมในลักษณะที่เป็นทุนอยู่หลายมิติ “ทุน”ที่กล่าวถึงข้างต้นได้ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การสะสมทุน” (Accumalation of social capital) ปัญหา หรือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมหนึ่งสามารถใช้“ทุนทางสังคม”เข้าแก้ไขหรือจัดการกับปัญหา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมได้โดยอาศัยทุนในมิติที่แตกต่างกัน


แนวคิดเกี่ยวกับทุนทางสังคม (Social Capital)
ทุนทางสังคม(Social Capital)ได้รับความสนใจจากนักสังคมศาสตร์มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990  มีการมองในมิติของความสัมพันธ์ทางสังคม ในลักษณะเริ่มต้นจาก “ทุน”ซึ่งที่มีการพิจารณาเปรียบเทียบความเป็นทุนในลักษณะที่หลากหลาย เช่น ทุนทางเศรษฐกิจ(Economic Capital) ทุนทางกายภาพ (Physical Capital) ทุนมนุษย์ (Human Capital)และทุนทางวัฒนธรรม(Cultural Capital) (สมศักดิ์ สามัคคีธรรม,2553:92) ทุนที่กล่าวถึงข้างต้นเหล่านี้จะเป็นเสริมให้นโยบายของรัฐ  กิจกรรมต่างๆที่รัฐกำหนดขึ้น  ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชน เป็นต้นได้รับการนำไปปฏิบัติ (อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:58)อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

แนวคิดเกี่ยวกับ“ทุนทางสังคม”ตั้งอยู่บนฐานคิดอยู่ 2 ประการคือ
ประการแรก     “ทุน”เกิดขึ้นจากการสะสม และเกิดการพวกพูนผ่านกระบวนการในการดำรงรักษา ทั้งในระดับที่”เข้าข้น/ลึกซึ้ง” และในระดับที่ “กว้างขวาง” การสะสมทุนดังกล่าวนี้เป็นลงทุนเพื่อสร้างความเหนียวแน่นของสัมพันธภาพที่มีการดำเนินการอย่างคงเส้นคงวา เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจใช้กิจกรรมต่างๆเข้ามาเป็นเครื่องมือในสร้างทุนและทำให้เกิดการสะสม เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ การพบปะพูดคุยแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การช่วยเหลือเกื้อกูล การเข้าร่วมในงานประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ของสังคม เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่  งานฉลองรับปริญญา หรือ รับตำแหน่ง  เป็นต้น
ประการที่สอง    เมื่อมีการสะสมทุนเกิดขึ้น “ทุน”ดังกล่าวจะมีสถานะเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในแง่ของบุคคล กลุ่ม องค์กร หรือชุมชน ซึ่งหมายถึง การใช้ทรัพยากรที่เอื้ออำนวยให้เกิดความร่วมมือระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม และนอกกลุ่ม(สมศักดิ์ สามัคคีธรรม (2553:92-94) อีกทั้งสามารถนำไปสู่การเอื้ออำนวยประโยชน์ในแง่ทั้งในแง่ของการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมได้อีกด้วย

หากพิจารณาแนวคิดแบบทางด้านทุนนิยมดั้งเดิมซึ่ง Thomus Robert Multhus(1890) ได้เสนอว่าการเพิ่มขึ้นของมนุษย์อาจทำให้เกิดความยากจน ดังนั้นรัฐจึงควรควบคุมการเพิ่มขึ้นของมนุษย์   ในขณะที่ Karl marx (อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:57) ได้กล่าวเกี่ยวกับทุนมนุษย์ว่า พลวัตรของประชากรที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากร คือ ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น  หากมีการบริหารจัดการงานที่มีประสิทธิภาพจะทำให้สังคมดี ประชาชนจะมีรายได้มากขึ้น  ดังนั้นในทัศนะของ Marx เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรมิได้หมายความถึงความยากจน  การบริหารจัดการของรัฐต่างหากที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตรวมถึงความยากจนที่เกิดขึ้นกับประชาชน 
E.F.Schumacher(911-1977) (อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:58) ได้เสนอแนวคิดเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของมนุษย์เกี่ยวกับความคิดทางด้านทุนนิยมดั้งเดิม  ความแบบทุนนิยมแบบดั้งเดิมที่กล่าวถึงคือ การมีความต้องการแบบไม่มีที่สิ้นสุดของบุคคล(Individul) บุคคลที่มีอำนาจจะพยายามรวบรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง และพยายามกอบโกยผลประโยชน์ให้กับตนเองและบริวารให้มากที่สุด
ดังจะเห็นได้ว่า มนุษย์ในปัจจุบันมีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสรรเสริญเยินยอผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ  เกิดปัญหาการละเลยและเพิกเฉยต่อความบริบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรม  การบริโภคอย่างฟุ้งเฟ้อ ล้วนมาจากปัจจัยยกย่องฐานทางเศรษฐกิจภายใต้บริบทแห่งทุนนิยม
สิ่งที่ Schumacher พยายามจะเสนอคือ มนุษย์ต้องพึ่งพาธรรมชาติ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  เพราะฉะนั้นมนุษย์ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ (Schumacher อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:59)  จึงอาจกล่าวได้ว่า การบริภาคอย่างฟุ้งเฟ้อของคนในสังคม ก่อให้เกิดการทำลายภูมิปัญญา ความรับผิดชอบ ความสามารถในการใช้สมองและหัตถกรรมของมนุษย์  เทคโนโลยีที่มากล้นในโลกแห่งทุนนิยมที่เคยสนับสนุน ช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษย์ กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความร้าวฉาน ที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ เช่น การทำร้ายกันของมนุษย์ทั้งวาจา ใจ และการกระทำที่รุนแรง ถึงขั้นวิปริต ,การทำลายธรรมชาติเพื่อบำบัดความต้องการภายในจิตใจส่วนลึก เช่น การล่าสัตว์ การแผ้วเผาทำลายธรรมชาติเพื่อความสะใจ เพื่อประโยชน์ฝ่ายตน เป็นต้น  ทำให้มนุษย์ในปัจจุบันต้องตกเป็นทาสของทุน และเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งที่กล่าวถึงนี้มีส่วนอย่างสำคัญต่อความเสื่อมของประเพณี และวัฒนธรรมของท้องถิ่น(Local)และชาติ(Stage)
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าปัจจัยที่มีส่วนหนุนเสริมให้เกิดการรักษาประเพณี วัฒนธรรม ทรัพยากร และความเป็นสังคมทีเกื้อกูล คือการสร้าง ทุนมนุษย์ และ ทุนทางสังคม

ความหมายของทุนทางสังคม
มีผู้กล่าวถึงทุนทางสังคมได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาและอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับ “ทุนทางสังคม” ดังนี้
Robert Putnum(1993,อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:59-60)ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับ ทุนทางสังคมว่า เป็นบรรทัดฐานและเครือข่ายที่มีค่านิยมร่วมกันของประชาสังคมที่ทำให้เกิดกลุ่มของบุคคลในการที่จะร่วมกันประกอบประโยชน์เพื่อส่วนรวม
A.Portes (1998, อ้างใน สมศักดิ์ สามัคคีธรรม,2553:96) กล่าวถึงทุนทางสังคมว่า หมายถึงความสามารถของผู้กระทำการที่จะทำให้ผลประโยชน์ที่เขาได้รับอยู่ในขณะนั้น มีความมั่นคงยืนยาว สามารถกระทำได้ต่อเนื่อง มาจากคุณงามความดีของการเป็นสมาชิกเครือข่ายทางสังคม และโครงสร้างทางสังคมอื่นๆ
ประเวศ วะสี (2540,อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:60) กล่าวว่า ทุนทางสังคม คือ การที่คนมารวมกันและเป็นการนำเอาทั้งความดี ความรู้ มารวมกัน และนำไปสู่การสร้างพลังทางสังคมซึ่งสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ 
สตีฟ สเปียร์ (1998,อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:62)  กล่าวว่า ทุนทางสังคมคือองค์ประกอบที่เกี่ยวกับความไว้วางใจทางสังคมและเครือข่ายที่ประชาชนสามารถจะดึงปัญหาร่วมของชุมชน ตลอดจนความเป็นเครือข่ายของสาธารณะ มามีส่วนช่วยในด้านต่างๆดังนี้
1.       การให้การสนับสนุนบรรทัดฐาน การเอื้อประโยชน์แก่กัน โดยการสร้างความคาดหมายตามที่ตั้งไว้
2.       การเอื้ออำนวย การประสานงานร่วมกันทั้งภายในและนอกชุมชน
3.       การสร้างความสัมพันธ์ 2 ทาง บนพื้นฐานของแนวคิดการแบ่งปัน หรือเป็นไปทั้ง 2 ฝ่าย

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(Oeganization for Economic Cooperration and Development) (2001 อ้างใน สมศักดิ์ สามัคคีธรรม,2553:97) อธิบายว่า “ทุนทางสังคม”หมายถึง การเข้าร่วมเป็นองค์กรเครื่อข่ายด้วยกัน พร้อมกับมีบรรทัดฐาน ค่านิยม และความเข้าใจร่วมกัน อันเอื้ออำนวยให้เกิดความร่วมมือภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม รวมถึงการขยายไปไปสู่กลุ่มอื่นที่มีความแตกต่างกันที่อยู่ภายในประชาสังคมเดียวกัน เช่น กลุ่มเพศภาวะ(Gender)กลุ่มอาชีพ กลุ่มที่ใช้ภาษาต่างกัน และกลุ่มชาติพันธ์ เป็นต้น
อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี(2547:60) กล่าวว่า ทุนทางสังคม หมายถึง ตัวบ่งชี้ถึงการเกาะเกี่ยงกับแล้วก่อให้เกิดเครือข่ายโยงใยที่นำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างสถาบันครอบครัวและสถาบันต่างในสังคม  ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกอาจนับได้ว่าเป็นแหล่งปฐมภูมิขั้นพื้นฐานของแหล่งทุนสังคมนี้
James S.Coleman (อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:61-60) เชื่อว่าการที่มนุษย์จะกระทำการใดๆ ต้องเกิดจากการที่มนุษย์มีเหตุผล  ดังนั้นมนุษย์จึงสามารถสร้างคุณค่าให้แก่โครงสร้างทางสังคมในฐานะที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ใช้ให้เกิดประโยชน์และบรรลุเป้าหมายในประการต่างๆได้ ดังต่อไปนี้
1.       พันธะผูกพัน หมายถึง การคาดหวังและการไว้เนื้อเชื่อใจในโครงสร้างสังคมนั้น  ปัจเจกบุคคลที่อยู่ในโครงสร้างที่มีระดับพันธะผูกพันสูงตลอดเวลาจะมีทุนทางสังคมมากและการที่มีพันธะผูกพันกับผู้อื่นมากจะส่งผลให้สามารถใช้ทรัพยากรที่จับต้องได้
2.       ช่องทางข้อมูลข่าวสาร ทุนทางสังคมคือช่องทางหรือความสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีการรับฟังข้อมูลซึ่งบางคนอาจไม่ได้รับข่าวสารโดยตรงแต่อาจได้รับข่าวสารผ่านช่องทางอื่น เช่น ญาติ เพื่อนสนิท เป็นต้น
3.       บรรทัดฐานของสังคมและการลงโทษที่ได้ผล ทุนทางสังคมจะมีลักษณะเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้คนต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตนบางส่วนเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม การมีบรรทัดฐานและการบังคับใช้กฎ จะช่วยสนับสนุนพฤติกรรมบางอย่างและจำกัดพฤติกรรมบางประเภทด้วย
อย่างไรก็ดี Coleman (อ้างแล้ว:62) กล่าวว่า ทุนทางสังคมจะส่งผลต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในรุ่นต่อไป ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ส่วนได้แก่
1.       ทุนทางสังคมภายในครอบครัว พื้นฐานของครอบครัวจัดว่าเป็นทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยทุนทางการเงิน ทุนมนุษย์และทุนทางสังคม ทุนทางการเงิน คือ รายได้และทรัพย์สิน ทุนมนุษย์คือ การศึกษาของพ่อแม่ และการให้ความรู้แก่บุตร ทุนทางสังคมคือ ความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัว ตลอดจนการเอาใจใส่ส่งเสริมบุตรหลาน ในการเพิ่มทุนมนุษย์
2.       ทุนทางสังคมภายนอกครอบครัว เป็นทุนทางสังคมในชุมชนที่เกิดจากความสัมพันธ์แบบรู้จักกันและมีกิจกรรมร่วมกันของพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้มีการพูดคุยกัน
อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี(2547:60) ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะเด่นของทุนทางสังคมไว้ดังนี้
1.       การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสาร
2.       บรรทัดฐานะของการเอื้อประโยชน์แก่กันและกัน หรือ การช่วยเหลือกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
2.1.เครือข่ายทางสังคมที่เป็นความสัมพันธ์กับภายในกลุ่ม ภายในชุมชน ที่ให้ความสรู้สึกของความเป็นเอกลักษณะและมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน
2.2.เครือข่ายความสัมพันธ์นอกชุมชนเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างชุมชน
3.  การปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน ซึ่ง อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี อธิบายว่า สามารถกระต้นให้เกิดเครือข่ายใหม่ได้
4. เอกลักษณ์และความเป็นปึกแผ่น คือ การที่มีส่วนที่คล้ายหรือมีแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน
5.ความไว้ใจ จะก่อให้เกิดการตกลงใจในการเข้ารับการเสี่ยงในภาวะการณ์แวดล้อมของสังคมบนพื้นฐานของความรู้สึกที่เชื่อมั่นในการที่ผู้อื่นจะตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ และจะกระทำหรือสนับสนุนช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยปราศจากเจตนาที่เป็นภัยต่อกัน
องค์ประกอบที่สำคัญของทุนทางสังคม (อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:63)
1.       การมีส่วนร่วมในเครือข่าย หัวใจสำคัญของมีส่วนร่วมคือ ความเข้มข้นที่มากหรือน้อยของเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ประสานกิจกรรมเชื่อมต่อกันระหว่างบุคคลหรือกลุ่ม ประชาชนจะผูกมัดและประสานตนเองกับผู้อื่น โดยผ่านทางความหลากหลายของความร่วมมือกันซึ่งต้องเป็นไปโดยสมัครใจและเท่าเทียมกัน
2.       การเอื้อประโยชน์แก่กัน ทุนทางสังคมมิได้หมายถึงการแลกเปลี่ยนที่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการและเป็นไปโดยทันทีของติดต่อกันในทางกฎหมายหรือทางธุรกิจ  แต่เป็นผลร่วมกันของการคำนึงถึงผู้อื่นก่อนเป็นอันดับแรก  และมองประโยชน์ส่วนตนในลำดับหลัง  บุคคลจะจัดหาหรือบริการให้แก่ผู้อื่นหรือกระทำเพื่อผลประโยชน์ต่อบุคคลอื่นด้วยทุนของบุคคลนั้น แต่โดยทั่วไปความคาดหวังอยู่ที่ว่าการกระทำที่แสดงออกแห่งน้ำใจที่ดีนั้น  จะเป็นผลตอบแทนย้อนกลับมาในภายหลัง  ในชุมชนที่มีการเอื้อประโยชน์แก่กันและกันอย่างเข้มแข็ง ประชาชนมักจะเอาใจใส่ต่อผู้อื่น หรือ มองเห็นความสำคัญของผู้อื่นก่อนตนเอง
3.       ความไว้วางใจ การมีความไว้วางใจจะก่อให้เกิดความตกลงใจในการเข้ารับความเสี่ยงในภาวการณ์แวดล้อมของสังคมบนพื้นฐานของความรู้สึกที่เชื่อมั่นในการที่ผู้อื่นจะตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ และจะกระทำหรือให้การสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรืออย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าคนอื่นๆ ไม่มีเจตนาที่เป็นภัยต่อบุคคลนั้น
4.       บรรทัดฐาน เป็นรูปแบบในการควบคุมทางสังคมที่ระบุหรือกำหนดรูปแบบของพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับและให้ค่าโดยบุคคลในสังคม  การควบคุมทางสังคมไม่จำเป็นต้องเป็นทางการ หรือเป็นบทลงโทษในทางกำหมาย หรือเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นที่รู้กันหรือเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่า อะไรเป็นรูปแบบของพฤติกรรมที่คาดหวังของสังคม ในชุมชนหรือสถานที่ซึ่งมีระดับของความไว้วางใจต่ำและไม่ค่อยมีบรรทัดฐานทางสังคม จะพบว่า ประชาชนจะร่วมมือกันภายใต้ระบบของกฎหมายและระเบียบที่เป็นทางการที่ต้องมีการทำความตกลงกัน หรือการฟ้องร้องดำเนินคดีรวมทั้งการใช้อำนาจหรือกำลังบังคับ
5.       ความร่วมกัน หมายถึง ผลร่วมกันของความไว้วางใจกัน เครือข่ายบรรทัดฐานและการเอื้อประโยชน์แก่กันและกัน จะก่อให้เกิดการเป็นชุมชนที่เข้มแข้งที่มีการแบ่งปันความเป็นเจ้าของในทรัพยากรร่วมกัน
6.       กิจกรรมที่สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ในประการนี้ อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี(อ้างแล้ว:63)อธิบายว่า เป็นสิ่งที่แอบแฝงอยู่ในองค์ประกอบที่กล่าวถึงความสามารถของบุคคลและการรวมกลุ่ม ในการพัฒนาทุนทางสังคมต้องมีการผูกมัดที่เข้มแข้งและความตั้งใจจริงของพลเมืองร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม Adam Smith  ได้กล่าวในหนังสือเรื่อง The Wealth of Nation โดยกล่าวถึง ความมั่งคั่งของชาติ คือ การมีแรงงานและการแบ่งงานกันทำ (อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:63-64) แนวคิดของ Smith ไม่รับความสนใจมากนัก จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (      )  เมื่อประเทศที่แพ้สงครามอย่างประเทศญี่ปุ่นและเยอรมันนี  สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วทั้งๆที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่จำกัด เพราะทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญในการศึกษาซึ่งหมายถึงทุนมนุษย์(Human Capital)

ความหมายของทุนมนุษย์ (Human Capital)
Wold bank (2001 อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:64) ได้อธิบายเกี่ยวกับทุนมนุษย์ว่า เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มทักษะและความสามารถต่างๆที่มี่อยู่ในตัวบุคคลหรือกำลังแรงงาน โดยส่วนหนึ่งมาจากการปรับปรุงสุขภาพ ภาวะโภชนาการ การศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพลังในการหารายได้
Theodore W.Schultz (1960 อ้างใน อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี,2547:64)อธิบายว่าการลงทุนในมนุษย์เกิดได้หลายประการคือ
1.                               บริการที่เพิ่มพูนสุขภาพคือค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่มีผลต่อความยืนยาวและพละกำลังของชีวิต
2.                               การศึกษาอย่างเป็นทางการ
3.                               การอบรมหรือเรียนรู้ในขณะทำงาน
4.                               โครงการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ เช่น  การฝึกอาชีพ
5.                               การอพยพย้ายถิ่นเพื่อโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้น
อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี (2547:64) ได้เปรียบเทียบทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ว่ามีทั้งความเหมือนและความแกต่าง  สำหรับประการที่เหมือนกันมีดังนี้
1.                               ความมีลักษณะที่เป็น “ทุน”เหมือนกัน เพราะทุนโดยทั่วไปหมายถึง ทรัพยากร สินทรัพย์ วัตถุดิบ หรือสิ่งที่มีคุณสมบัติที่จับต้องไม่ได้ เช่น อำนาจ ศักยภาพ
2.                               มีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์
ส่วนที่มีความแตกต่างกันคือ ทุนทางสังคมเป็นทุนในด้านความสัมพันธ์ของคน  ส่วนทุนมนุษย์จะเป็นทุนด้านการศึกษา
แต่อย่างไรก็ตามทุนทั้ง 2 แบบ เป็นต้นทุนเพื่อการพัฒนาสังคม


อ้างอิง
อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี, 2547, บทความเรื่อง แนวคิดเพื่อการพัฒนาชุมชนในมิติพลวัตทางประชากร ทุนทางสังคม ทุนมนุษย์และองค์ความรู้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ใหม่, วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 มกราคม –มิถุนายน 2547.